วิธีใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์

สอบถามเพิ่มเติมคลิ๊ก https://line.me/ti/p/687DBQ7IRr

LINE: prada7260

1. สำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง หรือผู้ป่วยทั่วไป

 - คลอโรฟิลล์ 5 ซีซี ผสมน้ำดื่มสะอาด 1.5 ลิตร ดื่มเช้า 1 แก้ว เย็นก่อนนอน 1 แก้ว ให้ดื่ม 2 อาทิตย์ แล้วเพิ่มเป็น 10 ซีซี ต่อน้ำ 1.5 ลิตร ประมาณ 1    เดือน จากนั้นเพิ่มปริมาณขึ้นตามอาการหนักเบาของโรค ( โดยโทรสอบถามก่อนทุกครั้ง )

 *ยกเว้นผู้ป่วยที่เป็นไตวายเรื้อรัง ที่เป็นหนักหรือที่ฟอกไตแล้ว ห้ามดื่มแบบผสมโดยเด็ดขาด

  ต้องใช้แบบเข้มข้นประมาณ 5 หยด หรือไม่เกินครึ่งช้อนกาแฟ อมไว้ใต้ลิ้น 2-5 นาที แล้วกลืน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น*

 

2. การใช้คลอโรฟิลล์ ที่ดีที่สุด คือ การใช้คลอโรฟิลล์เข้มข้นใส่ขวดสเปรย์พ่นใต้ลิ้น 1 ครั้ง ทุกๆ 1 ชม. สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก

**1-7 วันแรก จะรู้สึกวิงเวียนศรีษะ หรือ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เหมือนมีไข้ ท้องผูกปวดท้อง ท้องอืด ผื่นขึ้น (แล้วแต่อาการของแต่ละบุคคล ) เรียกว่า ปฎิกิริยาตอบโต้การบำบัดร่างกายคายพิษออกมา ไม่ใช่ผลข้างเคียงของคลอโรฟิลล์ ไม่ต้องตกใจให้ทานคลอโรฟิลล์ต่อไปอย่าหยุดแล้วอาการต่างๆจะดีขึ้น**

    **อาการแสดงออกของผู้ป่วยโรคต่างๆ ( ปฎิกิริยาโต้ตอบต่อการบำบัด ) หลังจากดื่มคลอโรฟิลล์**

   1. โรคตับ หรือผู้ที่เคยติดยาเสพติด หรือกินยาแผนปัจจุบันมาเป็นเวลานาน ดื่มแล้วอาจมีอาการมึนงง ท้องผูก 2-7 วัน

 

   2. ผู้ป่วยระบบความดันโลหิต ไม่ว่าสูงหรือต่ำ อาจมีอาการปวดหัวบ้าง

 

   3. ภูมิแพ้ หรือหืดหอบ อาจมีอาการน้ำมูกไหลมากๆ หรืออาจเหมือนจะเป็นไข้หรือเป็นไข้

 

   4. ปวดข้อ ปวดกระดูก หรือเก๊าต์ อาจมีอาการปวดมากขึ้น 3-7 วัน

 

   5. โรคไต อาจมีผื่นขึ้นตามตัว

 

   6. เบาหวาน ที่ตับและไตเริ่มมีปัญหาแล้ว น้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นประมาณ 1-3 เดือน แล้วค่อยลดลงสู่สภาวะปกติ

 

   7. ผู้ที่ดื่มสุรา มานานแล้วตับยังดีอยู่ หรือรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากๆ อาจท้องเสียประมาณ 2-5 วัน แต่ไม่มีอาการอ่อนเพลีย

 

   8. ผู้ที่ดื่มสุรา มานานแล้ว ตับเริ่มมีปัญหา อาจทำให้ท้องผูกประมาณ 2-5 วัน

 

   9. โรคกระเพาะอาหาร ในลักษณะ กรดไหลย้อน ให้ดื่มแบบเจือจางคือ 5 ซีซี. ผสมน้ำดื่มสะอาด 1.5 ลิตร จนกว่าอาการจะดีขึ้น ห้ามดื่มแบบเข้มข้น           เพราะอาจมีอาการปวดท้องมากขึ้นหรืออาเจียน

 

   10. สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ที่มีก๊าซคาร์บอนในร่างกายจำนวนมาก อาจมีอาการปากเป็นแผลร้อนใน

  อาหารที่ผู้ป่วยไม่ควรรับประทาน และการปฎิบัติตัวต่างๆ

1. ผู้ป่วยเบาหวานต้องเลิกรับประทาน

   ผงชูรส

   น้ำอัดลม โดยเฉพาะน้ำอัดลมสีดำ

   น้ำเย็น

   ไม่ควรนอนในห้องแอร์หรือเปิดพัดลมนอนหนาวๆ

 2. ผู้ป่วยไตวายต้องเลิกรับประทาน

   อาหารประเภทเนื้อสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นเนื้อปลา

   อาหารรสเค็ม

   อาหารทะเล

   อย่านอนหมอนสูงจนเกินไป ตลอดจนไม่ควรนอนในห้องแอร์ หรือเปิดพัดลมนอนหนาวๆ

 3. ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้/เด็กเลือดกำเดาไหลบ่อย/เด็กที่เป็นหูน้ำหนวก

   ต้องเลิกรับประทานนมวัว หรืออาหารที่มีส่วนผสมของนมวัวโดยเด็ดขาด

 4. ผู้ป่วยโรคต่อมทอนซิล/ไทรอยด์

   ต้องเลิกรับประทานอาหารประเภทหวานโดยเด็ดขาด

5. ผู้ป่วยโรคเก๊าต์ ปวดกระดูก ข้อต่อต่างๆ

   ต้องเลิกอาหารประเภทเนื้อสัตว์ทุกชนิด เว้นเนื้อปลาและยอดผักต่างๆ

 6. ผู้ป่วยโรคมะเร็ง/เอดส์

   ต้องเลิกอาหารประเภทเนื้อทุกชนิด เว้นเนื้อปลา แต่มีปลา 5 ชนิดห้ามคือ ปลาไหล ปลาดุก ปลาสลิด ปลานิล ปลาสวาย เพราะปลาเหล่านี้      ในเนื้อปลามี    ธาตุคาร์บอนสูง จะทำให้ป่วยมากขึ้น

  อาการแสดงถึงปฎิกิริยาความผิดปกติของร่างกาย

ผมร่วง     อาการของไตไม่แข็งแรง

ปวดร้อนอักเสบ     ข้อมีการอักเสบและเป็นอาการของโรคเก๊าต์

ปวดธรรมดา     เป็นอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ (รูมาติก )

ปวดไหล่     อาการของโลหิตแข็งตัว และ ระบบการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์

มือชา     การไหลเวียนโลหิตของร่างกายผิดปกติ

ชาที่บริเวณมือและแขนข้างซ้าย     อาการผิดปกติของหัวใจ

เท้าชา     การไหลเวียนโลหิตส่วนล่างของร่างกายผิดปกติ

ปวดฝ่าเท้า     แสดงว่าไตอ่อนแอ

ปวดส้นเท้า      แสดงถึงอวัยวะสืบพันธ์อ่อนแอ

ปวดร้อนที่ฝ่าเท้า     ไตทำงานไม่ปกติเกิดจากภาวะอ่อนแอทางจิตใจ

อาเจียน      อาการของโรคหืดหอบ การขับพิษออกจากกระเพาะอาหาร

เลือดมีสีแดง      การขับเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออกจากลำคอและปาก

เลือดมีสีดำ     การขับเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออกจากกระเพาะอาหาร

ลิ้นแข็งและสั่น     อาการของโรคหัวใจ

น้ำลายเหนียวข้น     การขับพิษจากลำคอ จากเชืิ้อมะเร็ง

ปัสสาวะบ่อย      แสดงว่าไตมีปริมาณสารพิษมากเกินไป

ปัสสาวะขุ่นขาว     แสดงว่านิ่วในไต

ปัสสาวะมีไขมัน     แสดงว่าในไตมีสิ่งสกปรกประเภทไขมันอยู่มาก

ปัสสาวะข้นและมีสีน้ำตาล     แสดงว่าไตกำลังขับสารพิษ

ปัสสาวะเป็นเลือด     อาการนิ่วในไตหรือไตเป็นแผล

ท้องร่วง     เป็นการล้างสารพิษออกจากลำไส้ใหญ่

ท้องผูก     เป็นการล้างพิษออกจากลำไส้เล็ก

อุจจาระเป็นสีแดง     อาการของริดสีดวงหรือมะเร็งลำไส้

อุจจาระเป็นสีดำ     การกำจัดสารพิษภายในลำไส้

ตาแดง      ตาแดงข้างเดียวหรือ 2 ข้าง แสดงว่าตับมีระดับสารพิษอยู่มาก ตาแดงเป็นอาการขับพิษของร่างกาย

สายตาพร่ามัว     แสดงว่าตับกำลังปรับสมดุลให้ร่างกาย

มีขี้ตาออก      การทำงานของตับผิดปกติ

น้ำตาคลอ      การถูกรบกวนทางอารมณ์ โดยเฉพาะความรู้สึกโกรธ

หนังตาตึง     รู้สึกกดดันจากความไม่พอใจหรือทำงานหนักเกินไป

ตาเหลือง     มีปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดี

รู้สึกหูอุดตัน     มีสารพิษในไตมาก

หูอื้อ      การปรับสมดุลการทำงานของไตที่อ่อนแอ อาการปกติจะปวดที่ฝ่าเท้าในตอนเช้า และจะทุเลาในตอนเย็น

เหงื่อเค็ม     ร่างกายมีกรดมากเกินไป

เหงื่อมีกลิ่น      ร่างกายกำลังขับสารพิษ

ผิวหนังเป็นผื่นคัน      กระบวนการขับสารพิษทางผิวหนังเนื่องจากการรับประทานยาแผนปัจจุบันมากเกินไป

เจ็บปวดร่างกาย      เกิดจากระบบทางเดินอาหาร และการไหลเวียนโลหิตติดขัด

ปวดคล้ายถูกแทง      กระบวนการปรับสมดุลของเส้นประสาท

ปวดแสบชา     แสดงถึงการเจ็บปวดภายใน

ปวดเส้นกระตุก      การสร้างเส้นประสาทอวัยวะภายใน

ปวดลึกๆ     การปรับสมดุลของการไหลเวียนโลหิต

มีความรู้สึกหนัก     ร่างกายกำลังปรับสภาพภายใน

เฉื่อยชา เพลีย     ร่างกายมีความต้องการพักผ่อน

ร่างกายรู้สึกร้อน     แสดงว่าร่างกายต้องการน้ำเพื่อช่วยในการขับสารพิษ

หวัด     การขับพิษในลำคอ ร่างกายมีกรดมากเกินไป

คัดจมูก     ปอดมีพิษอยู่มาก และการปรับสมดุลของภูมิแพ้

จาม      กระบวนการขับสารพิษ และการปรับสมดุลภูมิแพ้

ไอ     ไอแบบมีเสมหะ เป็นการขับพิษออกจากลำคอ ไอแบบไม่มีเสมหะ แสดงว่าปอดมีพิษอยู่มาก ไอระคายคอ เป็นการขับพิษออกจากลำคอ

คอแห้ง     การขับพิษออกจากร่างกาย ร่างกายต้องการน้ำมาก

 คอเจ็บ     การขับพิษออกจากร่างกาย ร่างกายต้องการน้ำมาก ความเป็นพิษในร่างกายมีมากกว่าแบบคอแห้ง

ริมฝีปากซีดจาง     ระบบการย่อยอ่อนแอ มีแก๊สในกระเพาะอาหาร

ริมฝีปากแห้งแตก  มีสารพิษในกระเพาะอาหาร

ลิ้น เหงือกบวม     แสดงว่าหัวใจกำลังมีปัญหา เช่นมีไขมันอยู่มาก ลิ้นหัวใจอ่อนแอ เส้นเลือดแดงตีบตัน

ลิ้นเยื่อในปาก    เหงือกเป็นแผล  มีปริมาณกรดในกระแสเลือดมาก

มีกลิ่นปาก     กระเพาะอาหารกำลังขับสารพิษ

ปวดศรีษะด้านหลัง ส่วนหลัง     เป็นอาการของโรคจิตประสาทที่เกิดจากความกังวล และความเครียด หรืออาการของโรคความดันสูง

ปวดศรีษะด้านหลัง ส่วนล่าง     เป็นอาการของโรคความดันโลหิตต่ำ

ปวดศรีษะและลมออกหู     เป็นอาการของโรคปวดศรีษะข้างเดียว

มีผื่นบนศรีษะ      กระบวนการขับสารพิษ และเป็นอาการของโรคปวดศรีษะข้างเดียว

เวียนศรีษะ     แสดงถึงการไหลเวียนของโลหิตไม่สะดวก

สอบถาม คลิ๊ก https://line.me/ti/p/687DBQ7IRr

Visitors: 144,015