ควบคุมความสมดุลของแคลเซี่ยม

          ผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์ (ที่เลี้ยงด้วยสารเคมี ) เป็นอาหารหลัก จะขาดความสมดุลของธาตุแคลเซี่ยม ในประเทศสหรัฐอเมริกา แนะนำให้ประชาชนรับประทานแคลเซี่ยมเสริมวันละ 1,200-1,500 มิลลิกรัม แต่คนอเมริกันเองก็ยังเจ็บป่วยด้วยโรคกระดูกบาง หรือโรคกระดูกพรุนกันมากมาย สถาบันบางแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแนะนำให้รับประทานแคลเซี่ยมเสริมถึงวันละ 2,400 มิลลิกรัม ก็ยังไม่เป็นผล ผู้ที่บริโภคเนื้อมากเกินไปส่วนมากเป็นโรคขาดความสมดุลของแคลเซี่ยมแทบทั้งสิ้น

 

          นายแพทย์วิทูรย์ แสงสิงแก้ว กล่าวว่า "ปัจจุบันนี้คนกรุงกำลังป่วยด้วยโรคความมั่งคั่ง" คือป่วยเพราะรับประทาน เนื้อ นม ไข่ มากจนเกินปริมาณความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะ เนื้อ นม ไข่ ที่ไม่ได้มาจากการเติบโตโดยธรรมชาติของมันแต่เติบโตมาโดยการขัง การขุนด้วยอาหารสารเคมี และยาปฎิชีวนะ  ฯลฯ

 

          นายแพทย์เฉก ธนะสิริ กล่าวว่า "คนไทยเวลานี้ตายกันอย่างเต็มยศ คือตายด้วยโรคหัวใจ และหลอดเลือด.....ตายด้วยมะเร็ง โรคพวกนี้จะต้องไปตายในห้องไอซียู.....ใส่สายระโยงระยางทั้งจมูก ปาก สายปัสสาวะ อุจจาระ และสายน้ำเกลือ พะรุงพะรังเหมือนสายสะพายเลยทีเดียว"

 

          แคลเซี่ยมทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง การขาดความสมดุลของธาตุแคลเซี่ยม ทำให้ป่วยเป็นโรคสารพัดชนิดตั้งแต่โรคกระดูกผุ โรคหัวใจ โรคกล้ามเนื้อ โรคผิวหนัง โรคเลือดไม่แข็งตัวเมื่อมีบาดแผล ประจำเดือนผิดปกติ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น การสร้างกระดูก โครงสร้างของกระดูกจะประกอบด้วยสัดส่วนที่สมดุลของธาตุแคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส แมกนีเซี่ยม แมงกานีส และต้องการความสมดุลของธาตุสังกะสีกับทองแดงมาเสริมด้วย แต่ในอาหารเนื้อสัตว์ ( ที่เลี้ยงผิดวิธีธรรมชาติ ) มีธาตุฟอสฟอรัสในปริมาณมากกว่าแคลเซี่ยม 8-20 เท่า ทำให้ขาดความสมดุลอย่างมาก มีผลทำให้ความสมดุลของธาตุอื่นๆ เสียไปอย่างช้าๆ ซึ่งสะสมมานานเกิน 30 ปีขึ้นไป ฉะนั้นการรับประทานแคลเซี่ยมเสริมมากมายเพียงใดก็ไม่อาจฟื้นฟูความสมดุลดังเดิมได้ เพราะกลไกการทำงานอีกหลายอย่างไม่ได้ทำงานสอดคล้องกัน

 

          นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล แพทย์นักธรรมชาติบำบัด กล่าวว่า ชาวเอสกิโมรับประทานเนื้อสัตว์มากกว่าวันละ 400 กรัม กลายเป็นชนชาติที่เป็นโรคกระดูกผุมากที่สุดในโลก เพราะอายุแค่ยี่สิบกว่าๆ ก็กระดูกทรุดหลังค่อมแล้ว ตรงข้ามกับหญิงชาวบันตูในแอฟริกาซึ่งรับประทานโปรตีนจากสัตว์น้อยมาก อาหารส่วนใหญ่เป็นพืชผัก ปรากฎว่าพวกเธอต้องการแคลเซี่ยมมาก เช่น สถิติการให้กำเนิดบุตรไม่น้อยกว่า 10 คนต่อหนึ่งครอบครัว ซึ่งให้ดื่มน้ำนมจากมารดา แต่โรคกระดูกผุกลับหาได้ยากยิ่งในชนเผ่าดังกล่าว ส่วนชาวฮันซาที่ตลอดชีวิตกินแต่พืชผักผลไม้โดยแทบจะไม่เคยได้กินเนื้อสัตว์ใดๆเลย นอกจากเนื้อแพะภูเขาปีละครั้งสองครั้งเท่านั้น แต่ไม่ปรากฎว่าชาวฮันซาเป็นโรคกระดูกผุหรือโรคฟันผุเลย

 

การคืนความสมดุลของแคลเซี่ยมทำได้โดยอาศัยหลักของธรรมชาติ 2 ประการคือ

ประการแรก...ออกกำลังให้กับกระดูกโดยการเดินให้มีแรงกระแทก ( Walking with strong impact ) ชาวฮันซาเดินเร็วมาก เดินทุกวันเฉลี่ยวันละ 50 กิโลเมตร การเดินเร็วๆ กระดูกจะมีแรงกระแทกได้ดีพอเหมาะ ดร.บิเสทท์ ( นักฟิสิกส์สาขากระดูกมีชื่อเสียงมาก ) บอกว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดทำให้เซลล์กระดูกมีการสร้างได้ดีและรวดเร็ว และทำให้การสูญเสียกระดูกขึ้นช้าและน้อยลง การวิ่งเหยาะที่เรียกว่าจ๊อกกิ้งครั้งละ 20-40 นาที อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2-3 วันก็ได้ผลดี แต่การวิ่งเร็ววิ่งจ๊อกกิ้งนานเกิน 1  ชั่วโมง หรือวิ่งมาราธอน แม้จะทำให้ร่างกายแข็งแรงแต่จะทำให้ข้อต่อกระดูกและเอ็นกระดูกเสื่อมเร็ว จึงไม่เหมาะกับผู้มีอายุเกิน 30 ปีไปแล้ว คนสูงอายุที่ไม่ฝึกให้เดินมากๆ ( โดยเฉพาะเดินเร็วๆ ) อายุสั้นเพราะจะเจ็บป่วยบ่อย การเดินนอกจากเป็นการออกกำลังกระดูกและกล้ามเนื้อแล้ว ยังทำให้สารพิษต่างๆในเส้นเลือดดำที่ถูกฟอกจากปอดไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้รวดเร็วขึ้น

 

          เทคนิคของการเดินหรือวิ่งจ๊อกกิ้งที่ถูกต้องคือ ออกกำลังกายจนรู้สึกว่าหายใจลึกและยาว เมื่อวิ่งจ๊อกกิ้งไปได้ 300-800 เมตร ร่างกายจะบังคับตัวเองให้หายใจยาวโดยอัตโนมัติ เพื่อรับเอาก๊าซออกซิเจนปริมาณมากๆ มนุษย์เราปกติหายใจเข้า 1 ครั้ง ได้อากาศประมาณ 500 มิลลิลิตร ในขณะที่ปอดของเราสามารถรับอากาศได้เต็มที่เกือบ 4,000 มิลลิลิตร ( 4 ลิตร ) จึงเป็นการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ของเนื้อที่ภายในปอดอย่างมาก ดร.ฮอฟแมน กล่าวว่าชาวฮันซาทุกคนยามเดินตามปกติจะหายใจยาวและลึกตลอดเวลาจึงมีร่างกายที่แข็งแรงมาก เราควรฝึกหายใจยาวและลึกเพื่อรับเอาอากาศบริสุทธิ์ให้ได้เพียงวันละ 5-10 นาทีก็ยังดี ลัทธิเต๋าสอนให้ฝึกหายใจลึกเกือบเต็มที่ประมาณ 60-80% แต่การหายใจจนลึกสุด ( 90-100% ) จะมีผลเสีย เช่น ทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและทำให้กระทบกระเทือนต่อระบบประสาทและระบบหมุนเวียนของกระแสโลหิต คนทั่วไปหายใจเบาๆจึงได้อากาศเพียงประมาณ 12.5% เท่านั้น

          ประการที่ 2...การบริโภคพืชผักสดมากๆ เพื่อต้องการคลอโรฟิลล์ เป็นวิธีธรรมชาติของชาวฮันซา หนังสือชื่อ "The Newer Knowledge of Nutrition" เขียนโดย แมคคอลลัมและซิมมอนด์ส และนักธรรมชาติบำบัดที่มีชื่อเสียง (เช่น ดร.เบอร์นาร์ด เจนเสน) ได้สรุปว่า ชาวฮันซามีการควบคุมความสมดุลของแคลเซี่ยมในร่างกายได้ดีเยี่ยม เป็นเพราะผลของคลอโรฟิลล์จากพืชผักสีเขียวนั่นเอง

 

          กรณีศึกษาของสตรีอายุน้อยรายหนึ่ง ได้ป่วยเป็นโรคกระดูกมีแผลที่ขา 13 แห่ง มีหนองสีเหลืองไหลออกมาตลอดเวลา แพทย์ได้ทำการ ตรวจพบว่าเธอขาดความสมดุลของแคลเซี่ยม แต่ตลอดเวลา 3 ปี ที่เธอตระเวณไปทั่วประเทศ หาที่รักษาหลายแห่งทั้งโรงพยาบาลและคลินิคแต่ก็ไม่หาย จนในที่สุดได้มาพบ ดร.เจนเสน ได้ใช้คลอโรฟิลล์เป็นเสริมอาหารทั้งกินและทา สามอาทิตย์ผ่านไปเธอหายเป็นปกติ

 

          สตรีอีกรายหนึ่งขาดความสมดุลของแคลเซี่ยม เนื่องจากมีประจำเดือนแทบจะทุกวันตลอดเวลาสามเดือนมานี้ จึงมีการเสียเลือดออกไปเรื่อยๆ ทางประจำเดือนในประจำเดือนมีปริมาณของธาตุแคลเซี่ยมมากเป็น 40 เท่าของเลือดปกติ การสูญเสียแคลเซี่ยมทำให้เธออ่อนเพลียและมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ แพทย์ที่ทำการรักษาแนะนำให้เธอผ่าตัด แต่ ดร.เจนเสน ให้เธอรับประทานคลอโรฟิลล์ครั้งละ 120 มิลลิกรัม ( 15 ซีซี ) วันละ 5-6 ครั้ง ผลปรากฎว่าประจำเดือนหยุดภายใน 4 วัน ต่อมาอาการของเธอดีขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเธอไม่ต้องรับการผ่าตัด

 

Visitors: 144,013