ข้อจำกัดการใช้คลอโรฟิลล์

          การบริโภคพืชผักโดยตรงนั้น เช่น ในผู้ป่วยโรคโลหิตจาง ( Anemia ) จะต้องบริโภคพืชผักสดสีเขียววันละกว่า 1 กิโลกรัม ถ้าคั้นเป็นน้ำผักจะต้องดื่มวันละ 3-4 ลิตร ติดต่อกันนานประมาณ 3-4 อาทิตย์ขึ้นไปจึงจะได้ผล วิธีธรรมชาติแบบนี้คนทั่วไปปฎิบัติได้ไม่สะดวกนัก แค่ดื่มน้ำบริสุทธิ์วัลละลิตรครึ่งถึง 2 ลิตร ( 6-8 แก้ว ) ก็ยังทำกันไม่ค่อยจะได้อยู่แล้ว

 

          ในการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงดี ดร.แคทลีน โวเตกี ผู้อำนวยการสถาบันอาหารแห่งชาติสหรัฐอเมริกาแนะนำให้บริโภคพืชผักสดวันละ 500 กรัม เป็นอย่างน้อย

 

          คลอโรฟิลล์เป็นสารที่ไม่ละลายในน้ำ  และพบว่าคลอโรฟิลล์ที่มีในเซลล์พืชจะถูกปิดกั้นด้วยผนังเมมเบรนพิเศษ ซึ่งระบบการย่อยอาหารของร่างกายเราไม่สามารถบดย่อยเพื่อให้ได้สารคลอโรฟิลล์เพียงพอกับความต้องการ นอกจากจะบริโภคพืชผักในปริมาณที่สูงมาก

 

          คลอโรฟิลล์จะละลายในสารอินทรีย์บางชนิดและในน้ำมัน คลอโรฟิลล์ที่ละลายในน้ำมัน ( Oil Soluble ) ในทางการแพทย์พบว่า หากใช้มากเกินไปจะเกิดผลข้างเคียงอื่นๆ จึงต้องระมัดระวังในการใช้โดยเฉพาะในเด็กและสตรีมีครรภ์ และยังพบว่าคลอโรฟิลล์ที่ละลายในน้ำมันไม่สามารถเพิ่มความเข้มข้นมากๆ จนถึงขีดความบริสุทธิ์ 95% หรือสูงกว่านี้ได้

 

          ในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ปี ค.ศ.1917 นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้ค้นพบว่าสาหร่ายคลอเรลล่ามีสารโปรตีนสูง  และมีกรดอะมิโนชนิดจำเป็นต่อร่างกายครบทุกตัว แต่ร่างกายมนุษย์ไม่มีน้ำย่อยที่จะสามารถย่อยเปลือกเซลล์ของสาหร่ายชนิดนี้ได้ นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้พยายามค้นคว้าและวิจัยติดต่อกันมาจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพิ่งมาประสบความสำเร็จโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1970 นี่เอง

 

          คลอโรฟิลล์ก็เช่นกัน  ทางการแพทย์ได้สกัดคลอโรฟิลล์มาใช้เป็นประโยชน์ได้ในระยะต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น บริษัท ไรส์สแตน ได้ผลิตคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์มาใช้ในวงการแพทย์ โดยอาศัยหลักการที่อะตอมของแมกนีเซี่ยมในคลอโรฟิลล์ ซึ่งทำให้คลอโรฟิลล์ไม่ละลายในน้ำ เมื่อทำปฎิกิริยาแทนที่ด้วยโลหะอินทรีย์คือ โซเดียมหรือทองแดงแล้วจะได้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ที่ละลายในน้ำได้  คลอโรฟิลล์ชนิดที่ละลายในน้ำจะถูกดูดซึมได้ในกระเพาะอาหารและลำไส้อาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น  จึงเข้าสู่กระแสโลหิตได้อย่างรวดเร็วเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที แต่คลอโรฟิลล์ที่ละลายในน้ำมันจะถูกดูดซึมในลำไส้เล็กส่วนปลายคือ ไอเลี่ยม ทำให้ได้รับคลอโรฟิลล์ปริมาณน้อยเข้าสู่กระแสโลหิต เพราะก่อนจะถึงส่วนของลำไส้เล็กส่วนปลาย คลอโรฟิลล์บางส่วนจะสูญเสียไปจากการทำปฎิกิริยากับน้ำย่อยต่างๆ ในทางเดินอาหาร อีกประการหนึ่งคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ในกรณีที่ร่างกายใช้ไม่หมด จะถูกขับทิ้งไปทางระบบขับถ่ายโดยไม่สะสมไว้ภายในร่างกาย ผิดกับคลอโรฟิลล์ที่ละลายในน้ำมันจะถูกสะสมไว้ที่ตับ ซึ่งในระยะเวลาหนึ่งอาจเกิดอันตรายต่อตับได้ แต่การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ทำได้ในวงจำกัดเพราะต้นทุนในการผลิตสูง พืชสีเขียวจัด 3 ชนิด ที่มีคลอโรฟิลล์มาก ได้แก่ ผักขม เนทเติลส์ และอัลฟัลฟ่า พบว่าใบผักสด 1 กิโลกรัม  สกัดคลอโรฟิลล์ได้เพียง 1.5 กรัม และใบผักแห้ง 1 กิโลกรัม สกัดคลอโรฟิลล์ได้เพียง 7.5 กรัม ส่วนสาหร่ายสไปรูไลนา 1 กิโลกรัม  มีคลอโรฟิลล์ 7.5 มิลลิกรัม

 

          ในปัจจุบันมนุษย์ได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิตคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ได้ผลดี และสะดวกคือสกัดจากพืชอัลฟัลฟ่า ซึ่งอัลฟัลฟ่าที่มีดอกสีม่วงจะให้คลอโรฟิลล์มีคุณภาพดีที่สุด โดยใช้วิธีการเทคนิคเฉพาะอย่างน้อย 15 ขั้นตอน ซึ่งได้ผลผลิตที่ดีขึ้นคือใบสดของอัลฟัลฟ่า 1 กิโลกรัม ได้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 2.25 กรัม 

โปรโมชั่นสุดคุ้ม ด่วน! สินค้ามีจำนวนจำกัด

สอบถาม สั่งซื้อ หรือสมัครเป็นตัวแทนจำหน่าย

TEL: 095-9342475

LINE: 0615781898

 

Visitors: 144,014