ความสำคัญของพืชผักสีเขียว

     นับแต่โบราณกาล พืชสีเขียวคืออาหารของมนุษย์และสัตว์ สัตว์ที่ป่วย เช่น สุนัข และแมวจะไม่บริโภคอาหารชนิดอื่นนอกจากพืชสีเขียว อาการป่วยจะหายไปเองภายในวันสองวัน ในประเทศแถบตะวันออกกลาง ยุโรป และแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีการเลี้ยงพวกปศุสัตว์ด้วยหญ้าสีเขียวที่เรียกว่า " อัล-ฟาสฟาซ่าห์ (AI-Fasfasha )" ซึ่งต่อมาชาวสเปนเรียกเพี้ยนเป็น " อัลฟัลฟ่า (ALfalfa) " ม้าที่ป่วยด้วยโรคผิวหนังมีบาดแผลเรื้อรังเน่าเหม็นรักษาไม่หาย เมื่อปล่อยให้เป็นอิสระก็เข้าไปในป่าหากินตามยถากรรม ปรากฎว่าม้าที่บริโภคหญ้าอัลฟัลฟ่า เป็นจำนวนมากหายจากการเจ็บป่วยได้ ทำให้มนุษย์เริ่มเรียนรู้จากสัตว์ ผู้ที่ป่วยรักษาไม่หายจึงทดลองรับประทานพืชสีเขียวมากๆ ตลอดจนคั้นน้ำของพืชสีเขียวทั้งหลาย เช่น ผักขม ผักเนทเติลส์ และอัลฟัลฟ่า จึงพบว่าเมื่อดื่มน้ำผักมากๆ วันละ 3-4 ลิตร (ผสมในน้ำดื่ม) หรือพยายามรับประทานผักสดให้ได้วันละ 1 กิโลกรัมขึ้นไป สามารถรักษาความเจ็บป่วยได้หลายชนิด พืชผักสีเขียวจึงใช้เป็นยารักษาโรคมาตั้งแต่สมัยโบราณ

 

     พลังของพืชสีเขียวคือพลังจากแสงอาทิตย์ มนุษย์และสัตว์ที่หายใจด้วยก๊าซออกซิเจนจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หากขาดพลังงานจากแสงอาทิตย์

 

     พลังงานจากแสงอาทิตย์ทำให้พืชสามารถสร้างอาหารได้ โดยการสังเคราะห์แสง ซึ่งอาศัยสารสีหลายชนิดในพืชเองที่มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันโดยเฉพาะสารคลอโรฟิลล์ Chlorophyll ที่มีสีเขียว ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่าคลอรอส แปลว่าสีเขียว และฟีลลัม แปลว่าใบไม้

     ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ได้พบความลับของขบวนการทางเคมี เมื่อ ดร.ริชาร์ด วิลสเตตเตอร์ จากประเทศออสเตรีย ได้วิจัยพบสูตรโครงสร้างทางเคมีของคลอโรฟิลล์ที่ประกอบด้วยแมกนีเซียมหนึ่งอะตอมตรงกลาง ล้อมรอบด้วยกลุ่มของคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจนและไนโตรเจน ทำให้ ดร.ริชาร์ด วิลสเตตเตอร์ ได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ.1915 ต่อมาในปี ค.ศ.1930 ดร.ฮันซ์ ฟิชเช่อร์ ได้รับรางวัลในเบลจากการค้นพบสูตรโครงสร้างทางเคมีของฮีม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง

     นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดของคลอโรฟิลล์และฮีโมโกลบินดังต่อไปนี้

     1. พืชสีเขียวไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้เมื่อขาดคลอโรฟิลล์ และในทำนองเดียวกันมนุษย์ไม่อาจดำรงชีพต่อไปได้ถ้าขาดฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง

     2. ฮีโมโกลบินทำหน้าที่รับเอาก๊าซออกซิเจนจากอากาศไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายแล้ว จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปสู่อากาศภายหลังจากการใช้แล้ว คลอโรฟิลล์ทำหน้าที่รับเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศไปเลี้ยงเซลล์ โดยสร้างเป็นคาร์โบไฮเดรทและปล่อยก๊าซออกซิเจนออกไปสู่อากาศ

     3. โครงสร้างทางเคมีของคลอโรฟิลล์และฮีม (ฮีมิน) ในฮีโมโกลบินเหมือนกันทุกประการ ยกเว้นตรงกลางซึ่งคลอโรฟิลล์มี 1 อะตอมของธาตุแมกนีเซี่ยม ส่วนฮีโมโกลบินเป็น 1 อะตอมของธาตุเหล็ก

                                                                             

     ความคล้ายคลึงกันอย่างมากในโครงสร้างของคลอโรฟิลล์กับฮีโมโกลบิน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้หาทางนำวิธีการใช้คลอโรฟิลล์ในรุปแบบต่างๆ เพื่อนำประโยชน์ส่วนที่ดีที่สุดของคลอโรฟิลล์ มาใช้บำรุงสุขภาพโดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเลือด

 

     ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ ในสมัยโบราณแพทย์ทำการรักษาโรคโดยใช้รังสีของแสง และพบว่าแสงสีม่วงรักษาโรคได้ดีมาก และในปัจจุบันแพทย์ส่วนหนึ่งยังคงใช้วิธีการนี้อยู่

 

     คลอโรฟิลล์ดูดเอารังสีของดวงอาทิตย์ได้มากถึง 2 กลุ่มช่วงคลื่นด้วยกัน กลุ่มแรกมี 2 คลื่น คือคลื่นแสงสีม่วง 390-430 มิลลิไมครอน และคลื่นแสงสีน้ำเงิน 430-470 มิลลิไมครอน อีกหนึ่งช่วงคลื่นคือแสงสีแดง 650-760 มิลลิไมครอน ซึ่งคลอโรฟิลล์ สามารถดูดเอามาใช้ได้ดีพอสมควร เรารู้กันว่าสีน้ำเงินรวมกับสีแดงคือสีม่วงนั่นเอง รวมความแล้วกลุ่มสีของแสงอาทิตย์ที่มีพลังในการรักษาโรคได้ดีนั้น คลอโรฟิลล์จึงรับพลังเหล่านี้ไว้ได้เป็นจำนวนมาก ผู้ที่นำเอาคลอโรฟิลล์ไปใช้ได้ถูกต้องตามวิธีการก็ย่อมจะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่

 

     จะเห็นได้ว่าโดยพื้นฐานของสุขภาพ มนุษย์ควรจะบริโภคพืชสีเขียวมากๆ เพื่อนำคลอโรฟิลล์มาเสริมฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด ดังคำกล่าวที่ว่า "เลือดพืชมีสีเขียว เลือดมนุษย์มีสีแดง มนุษย์จะมีสุขภาพที่ดีได้เลือดต้องไม่มีพิษ"

     นั่นคือ..."จงล้างพิษด้วยพืชสีเขียว"

 

 

Visitors: 144,013